jtlabservices.co.th

Blog

รู้หรือไม่ว่าการตรวจสอบโลหะมีค่า มีกี่แบบ?

    การตรวจสอบโลหะมีค่า ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความบริสุทธิ์และคุณภาพของชิ้นงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโลหะนั้นมีองค์ประกอบตรงตามมาตรฐาน

     การให้บริการของห้องปฏิบัติการสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทำลายชิ้นงาน และ แบบไม่ทำลายชิ้นงาน โดยแต่ละประเภทจะมีเทคนิคการวิเคราะห์และเครื่องมือเฉพาะที่เหมาะสมแตกต่างกันไป 
     การตรวจแบบทำลายชิ้นงาน มักใช้ในกรณีที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น เทคนิค Fire Assay สำหรับทองคำ, Potentiometric Titration สำหรับโลหะเงิน หรือ ICP-OES สำหรับการวิเคราะห์ธาตุองค์ประกอบ ส่วน การตรวจแบบไม่ทำลายชิ้นงาน เหมาะกับการทดสอบที่ต้องการรักษาสภาพเดิมของตัวอย่าง เช่น การใช้เทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF) หรือการตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Testing) ซึ่งให้ผลรวดเร็วและไม่กระทบต่อชิ้นงาน 



ประเภททำลายชิ้นงาน
 
     1) การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์ทองคำด้วยเทคนิค Fire Assay
    เป็นวิธีมาตรฐานวิธีหนึ่งที่ใช้หาปริมาณทองคำได้อย่างแม่นยำ เป็นเทคนิคที่นำเอาตัวอย่างทองคำมาผสม และหลอมรวมกับตะกั่วและเงินเพื่อสกัดเอาโลหะเจือปนอื่นๆ เข้าไปในเบ้าหลอม จากนั้นทำการละลายเอาเงินออกด้วยกรดเพื่อให้เหลือเป็นทองคำบริสุทธิ์ซึ่งจะนำมาชั่งน้ำหนักแล้วคำนวณเป็นความบริสุทธิ์ของทองคำในชิ้นงานนั้น ๆ 

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ : ตัวอย่าง เครื่องประดับ ก้อนโลหะ แท่งโลหะ แผ่นโลหะ ที่ทำจากทองคำ หรือมีส่วนผสมของทองคำ 

      2) การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์โลหะเงินด้วยเทคนิค Potentiometric Titration (Auto Titration) 
           เทคนิคการไทเทรตเป็นวิธีวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณหรือความเข้มข้นของโลหะเงิน โดยเติมสารไทแทรนต์ลงในสารละลายตัวอย่างอย่างช้าๆ จนเกิดปฏิกิริยาจนถึงจุดสมมูล ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณสารทั้งสองเท่ากัน แล้วนำค่าที่ได้มาคำนวณหาความบริสุทธิ์ของตัวอย่าง 

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ : ตัวอย่าง เครื่องประดับ ก้อนโลหะ แท่งโลหะ แผ่นโลหะ ที่ทำจากโลหะเงินหรือมีส่วนผสมของเงิน 

    3) การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์ของโลหะด้วยเทคนิค ICP-OES (Inductively Coupled Plasma Optical Emission Spectrometry) 
         การวิเคราะห์โดยใช้ตัวอย่างปริมาณเล็กน้อยละลายด้วยกรด แล้วฉีดเข้าไปในพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูง (6,000-10,000 องศา) ทำให้ธาตุต่างๆ แตกตัวเป็นอะตอมหรือไอออนที่ปล่อยพลังงานในรูปคลื่นแสง การตรวจวัดสเปกตรัมด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ช่วยระบุชนิดและปริมาณของธาตุในสารตัวอย่างได้อย่างแม่นยำ 

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ :

  • การวิเคราะห์โลหะเจืออันตรายในเครื่องประดับ เช่น นิเกิล ตะกั่ว และแคดเมียม
  • การวิเคราะห์โลหะความบริสุทธิ์สูง เช่น ทองคำความบริสุทธิ์สูง โลหะเงินความบริสุทธิ์สูง
  • ธาตุองค์ประกอบในตัวอย่างเครื่องประดับ 

ประเภทไม่ทำลายชิ้นงาน 
     1) ประเภทที่ใช้เครื่อง X-Ray Fluorescence

  • การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence
  • การวิเคราะห์หาความหนาของชั้นผิวชุบด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF)
  • การวิเคราะห์หาความบริสุทธิ์ของธาตุบนชั้นผิวชุบด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF

    2) ประเภทที่ใช้เครื่อง ultrasonic การหาความเป็นเนื้อเดียวกันของตัวอย่างด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Testing)

      ท่านที่สนใจเรายินดีให้บริการวิเคราะห์โลหะมีค่า ดิน หินแร่ และทดสอบด้านอุตสาหรกรรมอื่นๆ เช่น Au, Cu, Zn Ag หรือกลุ่มโลหะหนัก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่นี่

News Update

บทความล่าสุด

ธาตุทองคำ (Gold, Au)

ทองคำ คือ แร่โลหะธรรมชาติ ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น ธาตุทองคำ (Gold) เป็นธาตุโลหะมีค่า จัดอยู่ในกลุ่มโลหะทรายซิชัน มีสัญลักษณ์ทางเคมีคือ Au (จากภาษาละติน Aurum) เลขอะตอม 79 และเลขมวลอะตอม 196.967 g/mol โดยส่วนใหญ่มักพบอยู่ในรูปของธาตุอิสระ (Native Element)

Read More »

เชื้อจุลินทรีย์ (Coliform, E.coli) ในน้ำดื่ม น้ำบริโภค ต้องตรวจอะไรบ้าง ?

ในการตรวจหรือทดสอบน้ำดื่มและน้ำบริโภคว่าสะอาดหรือไม่ ต้องตรวจทั้งด้านกายภาพ (สี กลิ่น ความขุ่น) ทางด้านเคมี (pH ความกระด้าง โลหะหนัก ไนเตรต) และ จุลินทรีย์ (โคลิฟอร์ม อีโคไล) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าน้ำนั้นปลอดภัยได้มาตรฐานตามประกาศฯ เช่น กรมอนามัย โดยต้องตรวจหาสารปนเปื้อน เช่น ตะกั่ว สารหนู เชื่อโรค และแบคทีเรีย โดยเฉพาะการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นของคุณภาพน้ำ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ       สำหรับน้ำดื่ม น้ำบริโภค มีเชื้อจุลินทรีย์ที่ต้องระวัง คือ โคลิฟอร์มทั้งหมด (Total Coliforms) และ อีโคไล (E.

Read More »