Blog

Standard Methods คืออะไร? มาตรฐานการทดสอบคุณภาพน้ำที่ห้องปฏิบัติการต้องใช้
Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater คือ คู่มือมาตรฐานสากลที่ใช้สำหรับการ วิเคราะห์คุณภาพน้ำและการทดสอบน้ำเสีย ซึ่งได้รับการยอมรับจากห้องปฏิบัติการ นักวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานระดับสากล สำหรับการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ คู่มือ Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater ได้รวบรวมวิธีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงทำให้ห้องปฏิบัติการสามารถดำเนินการ วิเคราะห์คุณภาพน้ำ น้ำใช้ น้ำดื่ม และน้ำเสีย ได้อย่างเป็นระบบและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล ซึ่งมาตรฐาน Standard Methods เกิดจากความร่วมมือของ 3 องค์กร ที่เชี่ยวชาญด้านน้ำที่สำคัญในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ American Public Health Association (APHA) สมาคมสาธารณสุขแห่งอเมริกา

แร่ธาตุตะกั่ว (Lead, Pb)
“ตะกั่ว (Lead)” เป็นธาตุที่มีหมายเลขอะตอม 82 และสัญลักษณ์คือ Pb (Plumbum) เป็นโลหะหนักที่มีการนำมาใช้งานอย่างยาวนานหลายพันปี เนื่องจากคุณสมบัติที่อ่อนตัว หลอมละลายง่าย และทนต่อการกัดกร่อน เมื่อตัดใหม่ๆ จะมีสีขาวอมน้ำเงิน และเมื่อถูกกับอากาศสีจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใช้ทำวัสดุก่อสร้าง แบตเตอรี่ กระสุนปืน ตะกั่วยังเป็นโลหะหนักที่มีพิษ ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายและส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรงได้ ตะกั่วสามารถพบได้ที่ไหนบ้าง? ตะกั่วเป็นธาตุที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติในเปลือกโลก ซึ่งมักจะไม่อยู่ในรูปโลหะบริสุทธิ์ หรือสามารถพบในสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น ตามแหล่งธรรมชาติ หรือธาตุในดินจะพบตะกั่วในรูปของแร่ กาลีนา (Galena) ซึ่งเป็นสารประกอบตะกั่วซัลไฟต์ (Lead(II) sulfide หรือ PbS) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผลึกสีเทาแวววาว หนักและเปราะร่วน เป็นสินแร่หลักที่สำคัญที่สุดในการผลิตตะกั่ว ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การผลิตตะกั่วจะได้มาจากการนำแบตเตอรี่เก่ามาผ่านกระบวนการรีไซเคิล (Secondary Lead) แหล่งปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม อาจพบตะกั่วที่มากับสีบ้านเก่า เช่น บ้านที่มีการสร้างก่อนปี พ.ศ. 2520 มักใช้สีที่มีส่วนผสมของตะกั่ว เนื่องจากในอดีตตะกั่วถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักเพื่อเพิ่มความทนทานและความสดใสของสี ซึ่งเมื่อเมื่อสีหลุดล่อนเป็นฝุ่น ผงเหล่านั้นจะอันตรายมากหากสูดดมหรือกลืนกิน

แร่เงิน (Silver, Ag)
เงิน (Ag) เป็นธาตุโลหะที่มีเลขอะตอม 47 มีคุณสมบัติเด่นคืออ่อนตัวได้ดี ยืดหยุ่น และนำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม มีลักษณะพื้นผิวที่สว่างและสะท้อนแสงได้ดี พบได้ทั่วไปในธรรมชาติในรูปของเงินบริสุทธิ์หรือในแหล่งแร่ต่างๆ ในอดีต เงินถูกนำมาใช้ประโยชน์หลากหลาย ตั้งแต่การผลิตเหรียญกษาปณ์ในอารยธรรมโบราณ ไปจนถึงการใช้งานในปัจจุบัน เช่น เครื่องประดับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุอุดฟัน การลดลงของการใช้เงินในวงการถ่ายภาพ เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ชนิดพิเศษ ลักษณะและคุณสมบัติ เงิน (Silver) เป็นโลหะที่มีสมบัติโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการนำไฟฟ้าและการสะท้อนแสง สมบัติทางกายภาพ (Physical Properties) การนำไฟฟ้าและความร้อน เงินเป็นโลหะที่นำความร้อนและไฟฟ้าได้ดีที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด เงินมีความมันวาว และสามารถสะท้อนแสงได้สูงสุด 95% จึงเป็นวัสดุหลักในการผลิตกระจกเงา เงินบริสุทธิ์มีความอ่อนตัวรองมาจากทองคำ สามารถนำมาตีเป็นแผ่นบางๆ หรือดึงเป็นเส้นลวดขนาดเล็กได้ง่าย และสำหรับการใช้งานบางประเภท เช่น การทำเครื่องประดับ จึงมักถูกผสมกับโลหะอื่น (เช่น ทองแดง) เพื่อเพิ่มความแข็งแรง คุณสมบัติทางเคมี (Chemical Properties) เงินไม่ทำปฎิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ จึงไม่เกิดสนิม

ธาตุทองคำ (Gold, Au)
ทองคำ คือ แร่โลหะธรรมชาติ ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น ธาตุทองคำ (Gold) เป็นธาตุโลหะมีค่า จัดอยู่ในกลุ่มโลหะทรายซิชัน มีสัญลักษณ์ทางเคมีคือ Au (จากภาษาละติน Aurum) เลขอะตอม 79 และเลขมวลอะตอม 196.967 g/mol โดยส่วนใหญ่มักพบอยู่ในรูปของธาตุอิสระ (Native Element) หรืออาจพบในรูปของโลหะผสมกับธาตุอื่น ๆ เช่น เงิน ทองแดง หรือในรูปของสารประกอบในเนื้อหินชนิดต่าง ๆ ทองคำ เกิดจากปฏิกิริยาในอวกาศ เช่น การระเบิดของ ซูเปอร์โนวา แล้วมาสะสมตัวบนโลกผ่าน น้ำร้อนใต้พิภพ หรือการผุพังเป็น ทองคำในลำน้ำ มนุษย์รู้จักใช้ทองคำมาตั้งแต่ ยุคโบราณ (กว่า 40,000 ปี) โดยเฉพาะ อียิปต์โบราณ ที่ถือเป็นโลหะของเทพเจ้า ต่อมาถูกใช้เป็น เงินตรา (ชาวลิเดีย) และเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคตื่นทอง (Gold

เชื้อจุลินทรีย์ (Coliform, E.coli) ในน้ำดื่ม น้ำบริโภค ต้องตรวจอะไรบ้าง ?
เชื้อจุลินทรีย์ (Coliform, E.coli) ในน้ำดื่ม น้ำบริโภค ต้องตรวจอะไรบ้าง ? ในการตรวจหรือทดสอบน้ำดื่มและน้ำบริโภคว่าสะอาดหรือไม่ ต้องตรวจทั้งด้านกายภาพ (สี กลิ่น ความขุ่น) ทางด้านเคมี (pH ความกระด้าง โลหะหนัก ไนเตรต) และ จุลินทรีย์ (โคลิฟอร์ม อีโคไล) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าน้ำนั้นปลอดภัยได้มาตรฐานตามประกาศฯ เช่น กรมอนามัย โดยต้องตรวจหาสารปนเปื้อน เช่น ตะกั่ว สารหนู เชื่อโรค และแบคทีเรีย โดยเฉพาะการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นของคุณภาพน้ำ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ สำหรับน้ำดื่ม น้ำบริโภค มีเชื้อจุลินทรีย์ที่ต้องระวัง คือ โคลิฟอร์มทั้งหมด (Total Coliforms) และ อีโคไล (E. coli) เป็นตัวชี้วัดการปนเปื้อนอุจจาระและเชื้อโรคอื่นๆ ที่อันตราย เช่น แซลโมเนลลา การตรวจพบเชื้อเหล่านี้ในน้ำดื่ม แสดงว่าน้ำไม่สะอาดและไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดอาหารท้องเสีย ปวดท้อง มีไข้ โดยมีการป้องกันคือการทำให้น้ำสะอาดด้วยการต้มหรือระบบกรองที่มีประสิทธิภาพ และต้องไม่พบ E. coli ในน้ำดื่มเลยตามมาตรฐานที่กำหนด โคลิฟอร์ม (Coliform bacteria) กลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศและไม่มีอากาศ มักพบในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพน้ำ หากพบว่ามีการเจือปนในน้ำดื่มจะสามารถบ่งชี้ถึงความไม่สะอาดและไม่ถูกสุขลักษณะของแหล่งน้ำดื่มได้

พารามิเตอร์ที่บ่งบอกคุณภาพน้ำ BOD (Biochemical Oxygen Demand) vs COD (Chemical Oxygen Demand)
รู้ได้อย่างไรว่าน้ำเสียหรือไม่ สามารถทดสอบและควบคุมคุณภาพน้ำเสียได้ด้วยค่า BOD และ COD ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญ ที่วัดปริมาณของสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำ BOD (Biochemical Oxygen Demand): ค่าปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์นำไปใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย หากค่า BOD สูง แสดงว่าต้องการออกซิเจนสูง นั่นคือน้ำมีความสกปรกหรือสาอินทรีย์ในน้ำมาก ซึ่งตามข้อกำหนดมาตรฐานของระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับโรงงานก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จะต้องมีค่า BOD ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) COD (Chemical Oxygen Demand): ค่าปริมาณออกซิเจนทั้งหมดที่ใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ด้วยวิธีการทางเคมี ให้เป็นคาร์บอนไดออกไซต์และน้ำ หากน้ำที่มีค่า COD สูงแสดงว่าน้ำสกปรกมาก ค่ามาตรฐานของระบบบำบัดน้ำเสียโรงงาน กำหนดไม่เกิน 120 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ตารางเปรียบเทียบ BOD vs COD คุณสมบัติ BOD (Biochemical Oxygen Demand) COD (Chemical Oxygen Demand) หลักการวัด ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ทางชีวภาพ ปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์และอนินทรีย์ทางเคมี สารที่ใช้วัด เฉพาะสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ สารอินทรีย์ที่ย่อยได้และย่อยไม่ได้ + สารอนินทรีย์ที่รีดิซ์ได้บางชนิด เวลาในการทดสอบ อย่างน้อย 5 วัน 2 – 3 ชั่วโมง การใช้งาน